วันที่ 6/11/2010  

               เช้าแรกของการเดินทางมาหาดใหญ่ ผมตื่นขึ้นมาแบบง่วงๆแถมด้วยความหิวมากๆ คงเป็นเพราะเมื่อคืนแทบไม่ได้กินอะไรเลยระหว่างพักรถเพราะความขี้เกียจแปรงฟัน ไม่ต้องโทษใครเลยที่หิวขนาดนี้ ผมดูนาฬิกาที่ข้อมือบอกเวลาประมาณแปดโมงเช้า คงเป็นเพราะเมื่อคืนอีกนั่นแหละ ที่กว่าจะได้หลับก็ดึกแล้ว อีกอย่างรถของ RBS ก็หยุดพักรถบ่อยมากในความคิดของผม เลยทำให้นอนหลับไม่ค่อยจะต่อเนื่องซักเท่าไหร่
 
               ประมาณแปดโมงครึ่งรถบัสก็เริ่มเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ จริงๆไม่ต้องมีใครบอกก็รู้ครับว่าถึงหาดใหญ่แล้ว วิวข้างทางจะเป็นคนบอกเราเอง เพราะสองข้างทางจะเต็มไปด้วยซากสิ่งของ ขยะ เศษต้นไม้ บ้านบางหลังที่พื้นไม่แน่นก็ถึงกับพังลงมาทั้งหลังเลยครับ ไม่น่าเชื่อว่าน้ำท่วมแค่สองวันจะสร้างความเสียหายได้มากขนาดนี้ น่าเสียดายที่กล้องดิจิตัลตัวเล็กของผมที่อยู่ติดกระเป๋าเป้อยู่เสมอ มันยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดี คือการอยู่ติดกระเป๋าเหมือนเดิม ทำให้ผมไม่ได้รูปซักใบกับการเดินทางมาช่วยชาวหาดใหญ่ครั้งนี้ ผมพลาดการถ่ายรูปตอนอยู่บนรถ ซึ่งเป็นเพียงโอกาสเดียวที่จะถ่ายรูป คงไม่ต้องพูดถึงการถ่ายรูประหว่างไปช่วยทำความสะอาดเลยครับ เพราะ มือจะสกปรกและไม่ว่างจะมามัวกดชัตเตอร์อยู่แน่นอน แต่ก็ไม่เป็นไร ผมไม่ได้จะมาถ่ายรูปซักหน่อยนี่
              เก้าโมงนิดๆรถบัสก็เลี้ยวเข้ามาถึงโรงแรม พี่เก๊เจ้าหน้าที่ของ RBS บอกว่า โรงแรมอยู่ในจุดที่น้ำท่วมไม่ถึงทำให้สามารถเปิดห้องให้พักได้ แต่พวกเราจะไม่ check in ตอนนี้ จะเข้ามา check in กันตอนเย็นหลังจากทำช่วยทำความสะอาดเสร็จแล้ว ตอนนี้ ให้อาสาไปกินข้าวซึ่งทาง RBS เตรียมมาให้ แล้วเตรียมตัวออกไปช่วยชาวบ้านทความสะอาดกัน
 
              แม้ว่าพวกเราแทบจะไม่ได้พักกันเลย แต่ผมไม่สังเกตเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าอยู่บนใบหน้าเพื่อนอาสาเลยแม้ซักนิดเดียว อาจเป็นเพราะพวกเค้าไม่เหนื่อยกันเลย หรืออาจเป็นเพราะพวกเค้าซ่อนเจ้าความเหนื่อยไว้ได้เก่งกันแน่นะ หลังจากกินข้าวกันเรียบร้อย พี่ตุ๊กตา คุณสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา ก็พูดอะไรกับพวกเราอีกนิดหน่อย แต่ผมจำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ แต่ที่พอจะจำได้คือพี่ตุ๊กตาขอบคุณพวกเราที่อาสามาช่วยงาน แม้จะเป็นการช่วยที่ไม่ได้อะไรตอบแทนเลยก็ตาม แต่ที่ผมอยากจะพูดด้วยเหมือนกันตอนนั้น แต่ไม่ได้พูดออกไปคือ ผมก็ขอบคุณพี่ตุ๊กตาเหมือนกันครับที่สร้างโอกาสให้พวกผมได้ทำความดี เพราะถ้าไม่ได้ทาง RBS และพี่ตุ๊กตา วันหยุดนี้ ผมก็คงนอนเล่น facebook หรือออกไปเที่ยวเล่นไปเรื่อยๆกับเพื่อนๆเหมือนเดิม
 
 
              หลังจากนั้นทาง RBS ก็ให้พวกเราแบ่งกลุ่มกันออกเป็นกลุ่มละ 5 คนแล้วแจกอาวุธประจำกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยที่โกยขยะ ไม้กวาดก้านมะพร้าว พร้อมแปรงขัด พี่เก๊บอกว่าเนื่องจากครั้งนี้เป็นการมาแบบฉุกละหุกไม่ได้มีการเตรียมการหรือวางแผนกันมาก่อน ทำให้ไม่มีแผนให้พวกเรา ให้พวกเราเดินเข้าไปในตลาดกิมหยงซึ่งอยู่ห่างจากที่พักไม่เท่าไหร่ เจอใคร บ้านหลังไหน ร้านค้าร้านไหน ก็ให้ถามได้เลย ว่ามีอะไรให้ช่วยบ้างถ้าเค้าจะให้เราช่วยก็ให้เข้าไปช่วยได้เลย ฟังดูไม่น่ายากนะครับ
              จากนั้นพวกเราเดินกันแบบเคว้งคว้างเหมือนกะเหรี่ยงอพยพอยู่พักหนึ่งโดยมีพี่เก๊รวมอยู่ในกลุ่มด้วย และแล้วพวกเราก็ถึงจุดจบครับ อ่า...ไม่ใช่สิ จุดที่จะได้ออกแรงกันแล้ว โดยมีโลเคชั่นเป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีชั้นใต้ดินครับ ใช่แล้วครับ น้ำท่วมถึงเกือบถึงชั้นสอง แล้วชั้นใต้ดินมันจะไปเหลืออะไร กลุ่มผมที่มีกันห้าคนคือ ผม พี่เปิ้ล น้องกวาง น้องไก่แจ้แล้วก็น้องปิ๊กเลยเจองานหนักเข้าให้แล้วครับ
              พวกผมลงไปที่ชั้นใต้ดิน ที่นั่นมีพนักงานของร้านประมาณ 5-6 คนและเจ้าของร้านกำลังช่วยกันทำความสะอาดกัน อยู่แล้ว กลิ่นภายในร้านมีกลิ่นเหมือนกลิ่นอ่อนๆของขยะสดคละคลุ้งไปทั่ว ต้นเหตุคงเกิดจากน้ำท่วมขังจนเน่าหมักรวมกับกระดาษลังซึ่งมีเยอะมากภายในร้านนั้นเองครับ งานของพวกผมมีสองอย่าง หนึ่งก็คือการนำขยะออกไปกองหน้าร้าน ซึ่งเกือบทั้งหมดของขยะคือกระดาษลังชุ่มน้ำ และสองคือการช่วยวิดน้ำที่ยังขังอยู่ โดยวิดน้ำใส่กะลังมังที่มีเครื่องสูบน้ำคอยสูบน้ำออกจากกะละมังไปทิ้งที่ท่อระบายน้ำหน้าร้านอีกที งานหนักทีเดียวครับเพราะว่ากระดาษลังเปียกๆพอมารวมๆกันแล้วนี่มันหนักเอาการทีเดียว แถมยังต้องเดินขึ้นลงเพื่อขนไปทิ้งจากชั้นใต้ดินไปชั้นหนึ่ง ทำไปซักพักนี่ลิ้นห้อยเลยครับ ระหว่างทำงานผมก็มีโอกาสได้คุยกับพี่ๆพนักงานบ้าง โดยห้องเก็บอะไหล่ของร้านที่โดนน้ำท่วมจนมิด ผมเห็นหลอดไฟนีออนยังใช้ได้อยู่ เลยถามพี่เค้าว่าไฟนี่พี่เพิ่งซ่อมหรอ พี่เค้าก็บอกว่า ไม่ได้ซ่อมแต่มันไม่ได้เสีย ไม่น่าเชื่อนะครับ จมน้ำไปสองวัน หลอดไฟนีออนนี้ยังใช้งานได้เหมือนเดิม แต่ก็คงเหมือนกับพี่ๆพนักงานและเจ้าของร้านนะครับ ที่วันนี้แม้จะเพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาที่เลวร้ายไป แต่พี่ๆทุกคนเค้าก็ยังยิ้มได้ ทำให้งานทำความสะอาดร้านทีเหนื่อยและน่าเบื่อลดความเหนื่อยลงไปได้ก็เพราะรอยยิ้มของคนที่ช่วยทำงานด้วยกันนี่เอง
              เผลอแป๊บเดียวก็จะเที่ยงแล้ว พี่เก๊เลยมาตามพวกผมและเพื่อนอาสาคนอื่นๆให้ไปกินข้าวกันตรงโรงแรมซิตี้ โดยพวกผมบอกกับพี่ๆร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าว่า เดี๋ยวกินข้าวกันเสร็จจะกลับมาช่วยงานอีก
 
 
              รู้สึกว่าตอนนี้จะยาวไปละ ผมจบแค่นี้ก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวยาวไปจะมีคนขี้เกียจอ่าน (อันที่จริงผมง่วงละ หุหุ)

วันที่ 6/11/2010  

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! ขอบคุณที่แวะมานะ

สาธุๆ ^w^

#2 By วิหคสีคราม on 2011-01-04 13:59

Hot! Hot! Hot! Hot! มาให้กำลังใจครับการทำความดีเพื่อสังคมเป็นสิ่งที่ดีและควรทำอย่างยิ่งถ้าหากผมมีโอกาสก็จะไปทำบ้างครับ